หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สารนิทัศน์

สารนิทัศน์ (Information) 


          การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดง ให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทังรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึง พัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทังยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย


กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์

1. เตรียมความพร้อม

- รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น

- ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์

- วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม


2. รวบรวมข้อมูล

- บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง

- ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน

- บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม

- รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง


3. จัดแสดงสารนิทัศน์

- จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ

- เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน


ประเภทของสารนิทัศน์

1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก

2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ

3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น

4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม

5. การสะท้อนต่นเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้



ที่ปรึกษา Blog

 รุ่นที่ 1

นางสาวดรัลพร เคนลำโกน 66121860109

https://childcase66109.blogspot.com/


นางสาวอารญา พรหมโสฬส 66121860113

https://childcase66113.blogspot.com/


นางสาวกฤษณี จำปาทอง 66121860119

https://childcase66119.blogspot.com/2026/








แนะนำตัว

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ

 การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ (Checklists)

               การใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) เป็นวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กที่นิยมใช้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากช่วยให้ครูสามารถทำความเข้าใจพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ครูผู้สอนจำเป็นต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินให้ชัดเจนก่อนว่า ต้องการประเมินพัฒนาการด้านใด เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม หรือสติปัญญา จากนั้นจึงสร้างแบบประเมินโดยอ้างอิงตามพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก หลักสำคัญของการใช้แบบสำรวจรายการให้ได้ผลดี คือ การสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอในสถานการณ์จริง ครูควรบันทึกผลการสังเกตตามพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกจริง โดยไม่ใช้การคาดเดาหรืออคติ เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องและสะท้อนพัฒนาการของเด็กอย่างแท้จริง

 



              ข้อดีของการใช้ Checklists

              1. ประหยัดเวลา สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

              2. มีความยืดหยุ่น สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์ และตีความข้อมูล

              3. สามารถประเมินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องดำเนินการให้เสร็จในครั้งเดียว

              4. รูปแบบไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกและใช้งานของบุคลากร

              5. ช่วยติดตามความก้าวหน้าทางพัฒนาการของเด็กในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้


              ข้อจำกัดของการใช้ Checklists

              1. สามารถประเมินพฤติกรรมได้ในขอบเขตที่จำกัด

              2. ผู้ประเมินต้องมีการทบทวนและสะท้อนความคิดอย่างรอบคอบ

              3. ต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง

             4. ไม่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมที่มีความซับซ้อน


การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาโดยใช้ "แบบประเมินพัฒนาการ"

การประเมินอีพอร์ตฟอร์ลิโอ

 Click ด้านล่างเพื่อทำแบบประเมิน

https://forms.gle/Fbr4PnN9MrYqxNep6

(หากข้อมูลแสดงไม่ครบ สามารถใช้นิ้วเลื่อนดูในกรอบได้ค่ะ)


แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 1.ความครบถ้วนของเนื้อหา จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 2.ความถูกต้องของเนื้อหาและข้อมูลทางวิชาการ จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 3.การสะท้อนผลการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 4.ความเป็นระเบียบของ Blog จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 5.มีการยกตัวอย่างอธิบายในกิจกรรม จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 6.ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ Blog จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 7.การมีส่วนร่วมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 8.ความสอดคล้องของผลงานกับวัตถุประสงค์รายวิชา จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 9.ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ

แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: 10.ความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติงาน จำนวนคำตอบ: คำตอบ 7 ข้อ



การสะท้อนคิดจากการพัฒนา Blogger

จากการเชิญเพื่อนเข้ามาร่วมประเมิน Blogger เพื่อพัฒนาผลงานในรายวิชาการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยสรุปผลได้ดังนี้

                   1. จุดเด่นที่ควรคงไว้ (Strengths)

                            ความน่าสนใจของเนื้อหา: ข้อมูลมีความถูกต้องและมีภาพประกอบ

                            การใช้สื่อประสม: มีการใช้รูปภาพประกอบที่หลากหลาย 

                   2. ข้อเสนอแนะและสิ่งที่ต้องปรับปรุง (Areas for Improvement)

                           จากการสังเกตและข้อเสนอแนะของเพื่อน พบจุดที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมดังนี้

                           การจัดระเบียบเนื้อหา (Layout): ควรมีการจัดกลุ่มข้อมูลโดยใช้หัวข้อ (Heading) และการทำตัวหนาในส่วนสำคัญ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้น ไม่เป็นข้อความที่แน่นเกินไป

                           ความละเอียดของข้อมูล: บางกิจกรรมควรมีการระบุ "จุดประสงค์การเรียนรู้" หรือ "ทักษะที่เด็กจะได้รับ" ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

                           ความเป็นระเบียบขององค์ประกอบ: การวางตำแหน่งรูปภาพและข้อความควรมีความสมดุล ไม่ทับซ้อนกัน เพื่อความสบายตาในการรับชม

                   3. แนวทางการพัฒนาในอนาคต (Action Plan)

                           ดิฉันตั้งใจจะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดมาเป็นแนวทางในการปรับปรุง Blogger โดยเริ่มจากการ จัดระเบียบโครงสร้างหน้าเว็บใหม่ และ เพิ่มรายละเอียดเชิงวิชาการ เข้าไปในแต่ละบทความ เพื่อให้ผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นพอร์ตโฟลิโอเก็บรวบรวมงาน แต่เป็น
"แหล่งเรียนรู้ออนไลน์" ที่สมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในอนาคต

แฟ้มสะสมงาน

 แฟ้มสะสมงาน (Portfolio)

           แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กที่สำคัญ โดยช่วยติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรวบรวมผลงานที่แสดงถึง ความสามารถ ความก้าวหน้า และความพยายามของเด็ก ในด้านต่าง ๆ เช่น งานวาดภาพ งานประดิษฐ์ หรือผลงานจากกิจกรรมการเรียนรู้

ลักษณะของแฟ้มสะสมงานเด็ก

          1. เน้นผลงานที่เด็กมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

          2. คัดเลือกผลงานที่มีความหมายและคุณค่าต่อเด็ก

          3. แสดงความก้าวหน้าของเด็กตามช่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง

          4. ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน

          5. ใช้ประเมินพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการประเมินเพียงครั้งเดียว

          6. เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับครูและผู้ปกครองในการติดตามพัฒนาการเด็ก


ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงานเด็ก

         สำหรับเด็ก

         ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความ ภูมิใจในความสามารถ
ของตัวเอง และกระตุ้น ให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ต่อไป


        สำหรับครู

         แฟ้มสะสมงานช่วยให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง
และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน


       สำหรับผู้ปกครอง

        แฟ้มสะสมงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน และมีส่วนร่วม
ในการสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กได้ดียิ่งขึ้น

การใช้แบบทดสอบ

การใช้แบบทดสอบ (Test) 

       การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลอพอง, 2525)

การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

       เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การ รับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

       1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหา
และจุดมุ่งหมายเป็นหลัก ในการสร้างแบบทดสอบ

       2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญแบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียน ในประเทศ


การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

       1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด

       2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

       3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

       4. สร้างแบบทดสอบ

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ (สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถ ด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป


ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ

(สมมติ) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ หมายถึง ความสามารถของเด็กในการแสดงความ

นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก ดีใจหรือมีความสุข เสียใจหรือเศร้า กลัวและโกรธ เมือเด็กได้เผชิญปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถแสดงความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม หรือไม่

(สมมติ) พัฒนาการด้านสังคม หมายถึง ความสามารถของเด็ก ในการปรับตัวเข้ากับสังคม นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคมหมายถึง สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และรู้จักแบ่งปันสิ่งของตนเองให้กับผู้อื่น


ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

        1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยืดเนื้อหา
และจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ

        2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วมของทุกโรงเรียนในประเทศ


เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

       1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ

       2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุด ด้อย
เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง

       3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ

       4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

       5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้


ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

      1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี

      2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก

      3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก

      4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนดวัตถุประสงค์
ในชั้นเรียนไม่ได้ มีข้อควรคำนึงดังนี้

             - พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

             - เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

             - ความกังวล

             - ระยะเวลาสอบ

            - ไม่คุ้นกับสถานที่

5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ