หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

PORTFOLIO

รายงานการฝึกปฏิบัติการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับปฐมวัย

การทำสังคมมิติ

การทำสังคมมิติ (Sociogram)

           การทำสังคมมิติ (Sociogram) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยภายในกลุ่ม โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น ความนิยม การยอมรับ หรือการแยกตัวของเด็ก เครื่องมือนี้ช่วยให้ครูเข้าใจบทบาทของเด็กในห้องเรียน ระดับการยอมรับจากเพื่อน และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมทักษะทางสังคมของเด็กได้อย่างเหมาะสม


เครื่องมือสังคมมิติ

          นิยมใช้ 2 วิธี คือ 

          1. การทายลักษณะ 

      ใครเอ่ย.......?   ใครเอ่ย หวงของเล่น?

      ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?


          2. การสร้างภาพทางสังคม

      ถ้า ....... หนูจะ .......... ?

     ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้ หนูจะเลือกใคร? 







การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

 การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

       การสังเกตพฤติกรรมเป็นการประเมินตามสภาพจริงที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ครูจะเฝ้าดูพฤติกรรม การแสดงออก และการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กในระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้วบันทึกข้อมูลตามสิ่งที่เห็นและได้ยิน โดยไม่ใส่ความคิดเห็นหรือการตัดสินส่วนตัว การสังเกตช่วยให้ครูเข้าใจพัฒนาการของเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างรอบด้าน


หลักการทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

     1. กำหนดเป้าหมายของการสังเกตให้ชัดเจน และวางแผนล่วงหน้า

     2. เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ เช่น แบบบันทึกหรือแบบสังเกต

     3. สังเกตเด็กครั้งละหนึ่งคน และจัดช่วงเวลาการสังเกตให้เหมาะสม

     4.บันทึกเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตเห็นจริง หากมีการวิเคราะห์หรือแปลความหมายควรแยกไว้ต่างหาก


การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

     1. เพื่อประเมินความสามารถและค้นหาศักยภาพของเด็กในแต่ละด้าน

     2. เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนส่งเสริมพัฒนาการรายบุคคล

     3. เพื่อติดตามความก้าวหน้าของเด็กอย่างต่อเนื่อง

     4. เพื่อศึกษาพัฒนาการเฉพาะด้านอย่างละเอียด

     5. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมหรือการเรียนรู้

     6. เพื่อรายงานผลให้ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องรับทราบ

     7. เพื่อจัดเก็บข้อมูลไว้ในแฟ้มประวัติสำหรับการแนะแนวหรือส่งต่อระดับชั้นถัดไป


วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ

    1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมี โครงสร้าง

    2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก

ข้อดีของการสังเกต

    1. เด็กไม่ต้องใช้ทักษะการอ่านหรือการเขียน

    2. เด็กแสดงพฤติกรรมตามสภาพจริงและเป็นธรรมชาติ

    3. ไม่รบกวนกิจวัตรประจำวันของเด็ก

    4. ครูได้รับข้อมูลโดยตรงจากการปฏิบัติจริง

    5. เป็นวิธีการที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับในระดับปฐมวัย

ข้อจำกัดของการสังเกต

    1.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกภายในของเด็กได้โดยตรง

    2. ต้องสังเกตหลายครั้งจึงจะเข้าใจพฤติกรรมอย่างแท้จริง

    3. ผลการสังเกตอาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์และมุมมองของผู้สังเกต

    4. ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูล

    5. ทำได้ยากในบางสถานการณ์ที่ครูต้องดูแลเด็กหลายคนพร้อมกัน


ตัวอย่างแบบบันทึกสังเกตพฤติกรรม







การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษา


การบันทึกคำพูดเด็ก

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)

         การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นการจดบันทึกเหตุการณ์สั้น ๆ ที่มีความหมายหรือสะท้อนพฤติกรรมสำคัญของเด็ก ครูอาจบันทึกหลังจากเหตุการณ์สิ้นสุดลง หรือจดบันทึกสั้น ๆ ระหว่างการสังเกต เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็ก

        ประโยชน์ของการเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

        ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนและการสะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง

        ส่งเสริมความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กมากยิ่งขึ้น

        ทำให้ครูมองเห็นภาพรวม ลักษณะ และพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


                                                  ตัวอย่างการเขียนบันทึกที่เกี่ยวกับตัวเด็ก




การประเมิน สรุป และให้ข้อเสนอแนะ บันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

            1. ความจำกัดทางด้านจำนวนคำศัพท์ การออกเสียงต่างๆปัญหาในการออกเสียง
การเสนอแนวทางแก้ไข

            2. ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเห็น

            3. การบรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ และบุคคลต่างๆ เช่น ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ
เกลียด ภาคภูมิใจ

           4. ความรู้ความเข้าใจ ความสนใจ และ ความประทับใจในบทเรียนหรือเรื่องราวต่างๆ


เก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาด้วยเทคนิควิธี ‘‘การบันทึกคำพูดเด็ก"

การสัมภาษณ์

 การสัมภาษณ์ (lnterview) 

               การสัมภาษณ์เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการพูดคุยระหว่างสองฝ่าย ได้แก่ ผู้ตั้งคำถามและผู้ให้ข้อมูล ข้อมูลที่ได้รับสามารถเป็นได้ทั้งเชิงตัวเลขและเชิงอธิบาย ซึ่งช่วยให้เข้าใจมุมมอง ความคิด ความรู้สึก และทัศนคติของผู้ให้ข้อมูลได้อย่างลึกซึ้ง การสัมภาษณ์ (lnterview) แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

            1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

 

                                                  ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง




            2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีมีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ


                                                ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง




            3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและยังไม่มีความชำนาญ)


                                                  ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง




หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์ 

           1. กำหนดเป้าหมายการสัมภาษณ์ให้ชัดเจน ว่าจะถามเรื่องใด สัมภาษณ์ใคร
และประเมินพัฒนาการด้านใด

           2. เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ รูปแบบคำถาม และสถานที่ให้เหมาะสมกับเด็ก

           3. ระหว่างการสัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังอย่างตั้งใจ

           4. เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ

           5. ดำเนินการสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กดดันเด็ก

           6. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม ไม่ทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด


ข้อจำกัด/ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์

          1. ตั้งคำถามให้ตรงตามวัตถุประสงค์และไม่ยากเกินไป

          2. ให้เวลาเด็กคิดและตอบคำถามอย่างเพียงพอ

          3. สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและน่าไว้วางใจ

         4. ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก

         5. วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ร่วมกับวิธีประเมินอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้องและครบถ้วน


การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาด้วยเทคนิค "การสัมภาษณ์"